คนไทย เป็นโรคไต ตาย 108 คนต่อวัน!!
8สัญญาณอาการโรคไต
1. ปริมาณปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน หรือ ปัสสาวะน้อยลง
2. แสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือ มีเศษนิ่วปน
3. ปัสสาวะมีเลือดปน มีสีเลือด และมีฟองมาก
4. บวม บวมรอบตา บวมที่หน้า บวมเท้า
5. มีอาการปวดบั้นเอวหรือบริเวณสีข้าง (ไม่ต่ำกว่าเอวหรือไม่กลางหลัง)
6. ตรวจพบความดันโลหิตสูง
7. ซีด เพลีย ขาดสมาธิในการทำงาน
8. มีอาการเนื่องมาจากของเสียคั่ง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร คันตามตัว สะอึก ปลายมือเท้าชา เป็นตะคริวบ่อยๆ
3 ค่าไต ที่ต้องรู้จัก 
3.1 Creatinine ยิ่งน้อยยิ่งดี ไม่เกิน 1.5 สูง ระยะอันตราย 4-5 ขึ้นไป 
3.2 eGFR ยิ่งมากยิ่งดี มากกว่า 90 ดี ระยะอันตรายต่ำกว่า 15-29 
3.3 BUN ยิ่งน้อยยิ่งดี 10-20 mg/dl 
(ถ้าน้อยไปอาจมีปัญหาที่ตับ) 

ตารางสรุประยะต่างๆของไตเสื่อมดูค่า 
GFRเป็นหลักว่าคุณเป็นไตระยะไหน ?
ข้อมูลเบื้องต้นดูแลผู้ป่วยโรคไต
การชะลอการเสื่อมของไต 

• ต้องควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคความดัน/เบาหวาน 
ค่าความดันโลหิต ควรน้อยกว่า 130/85 มม.ปรอท 
ระดับน้ำตาลในเลือด fasting blood sugar ควรน้อยกว่า และ 130 มก./ดล. 
• ต้องจำกัดอาหารประเภทโปรตีน 

• อาจต้องใช้ยาเพื่อลดโปรตีนในปัสสาวะและควบคุมความดันโลหิต 
การป้องกันรักษาภาวะแทรกซ้อนของโรคไต 
เนื่องจากไตทำหน้าที่ในการควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่/ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง/ 
ควบคุมสมดุลเกลือแร่แคลเซียมและฟอสฟอรัส 
ที่มีส่วนในการสร้างและสลายของมวลกระดูก 
ผู้ป่วยที่มีระดับการทำงานของไตลดลงอยู่ในระยะที่ 3 ถึง 5อาจพบภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้ 

ภาวะแทรกซ้อนทางโรคหลอดเลือดหัวใจ มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจวาย ไขมันในเลือดสูง 
ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง เนื่องจากการที่ไตทำงานลดลง ทำให้ไม่สามารถขจัดโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย ควรเลี่ยงการทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น มะละกอ ลูกพรุน ผลไม้อบแห้ง กล้วย มะนาว องุ่น 
ภาวะน้ำเกิน เนื่องจากไตไม่สามารถขจัดน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้เท่ากับในคนปกติ อาจบวมที่ขา หรือภาวะน้ำคั่งที่ปอดได้ 
ภาวะโลหิตจาง 
ภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง เกิดจากการที่ไตไม่สามารถขจัดฟอสเฟตออกจากร่างกาย อาจทำให้เกิดการคั่งของเกลือแคลเซียมฟอสเฟตและไปสะสมตามหลอดเลือด ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดตามมาได้ 
ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง ภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงและแคลเซียมในเลือดต่ำ สามารถกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์มากขึ้น ส่งผลให้มวลกระดูกเสื่อม 
ภาวะเลือดเป็นกรด เกิดจากการสะสมสารพิษและสารอินทรีย์ต่างๆ ในร่างกาย ทำให้มวลกระดูกเสื่อม 
อาการไตแก้ได้ด้วยดีไทด์
ช่วยปรับสมดุลความดัน บำรุงโลหิต ป้องกันไตเสื่อม

ปรับความดัน ช่วยขยายหลอดเลือด

ช่วยการทำงานของไตช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ลดความดัน

ช่วยสร้างเม็ดเลือดให้แข็งแรงช่วยขับปัสสาวะ ดูแลระบบปัสสาวะ ป้องกันโรคนิ่วในไตกระตุ้นให้ไตทำงานเป็นปกติ

ส่งผลให้มีความสมดุลในร่างกายมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ

ช่วยลดการอักเสบ รวมทั้งช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี

เห็นผลอย่างรวดเร็ว วัดค่าไตได้ทันที

คุณสมบัติสารสกัดใน ดีไทด์ D-TIDE
ดีไทด์ DTIDE เหมาะสำหรับ 

ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารเค็มจัด ของหมักดอง 
ชอบทานอาหารรสจัดผู้ที่ปัสสาวะบ่อย 
ปัสสาวะมีกลิ่น หรือปัสสาวะมีฟอง 
ผู้ที่มีอาการปวดเอว ปวดหลังบริเวณไต (จุดที่เราเท้าสะเอว) 
ผู้ที่มีอาการบวมน้ำ ตัวบวม 
ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง 
ผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อไต 

หยุดภัยโรคไตตั้งแต่วันนี้ด้วยดีไต D TIDE ก่อนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะไตมีเพียงคู่เดียว
"ไต" อวัยวะสำคัญมีหน้าที่หลักในการกรองของเสียในกระแสเลือด แล้วขับออกนอกร่างกายทางปัสสาวะ และปรับสมดุลของน้ำและเกลือแร่ภายในร่างกายให้คงที่ ซึ่งจะทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

การทานอาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารรสจัด ขนมขบเคี้ยว พักผ่อนน้อย ดื่มหนัก ทำลายไตให้เสื่อมลง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ดีไทด์ นี้ ช่วยป้องกันและบรรเทา ทำให้ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคไตและชะลอการฟอกไตได้เป็นอย่างดี 

ดีไทด์ DTIDE อุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ทั้งจากเห็ดหลินจือสกัด เป็นสมุนไพรรักษาโรคไต ช่วยละลายใยแผลเป็น ให้อ่อนตัวไม่ไปรัดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้เลือดไปเลี้ยงที่ไตได้ดี ไตทำงานได้ดีขึ้น 

ผสมผสานกับ Schisandra Berry (ชิแซนดร้า เบอรี่) พืชสมุนไพรอายุพันปี ใช้ในตำหรับยาสมุนไพรจีนมายาวนาน ช่วยบำรุงไต มีฤทธิ์เป็นสารปรับสมดุลในร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น 

สารสกัดจาก Fermented black garlic กระเทียมดำ ซึ่งเป็นกระเทียมที่ผ่านการบ่มอุณหภูมิ 65-80 องศา นาน 1 เดือน ช่วยป้องกันไตเสื่อม มีธาตุซิลิเนียมสูง ส่งเสริมการหายใจระดับเซลล์ รวมทั้งเซลล์ที่ไตด้วย จึงช่วยให้ไตทำงานได้ดี มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่ากระเทียมขาว 13 เท่า 

ในดีไทด์ ยังมีสารสกัดจากธรรมชาติอื่นๆ อีกมาก ได้แก่ Dandelion, Horsetail, Cranberry, Fish oil, Wolfberry, Fucoidan, Black sesame 

ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยกระตุ้นให้ไตทำงานเป็นปกติ/ ช่วยขับปัสสาวะ/ ป้องกันโรคนิ่วในไต /มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ /ช่วยลดการอักเสบ /รวมทั้งช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายเป็นอย่างดี 


ดีไทด์ Dtide ประกอบด้วยสารสกัดที่ทรง 
คุณค่าออกฤทธิ์ตรงจุด
การบำรุงไต เป็นสิ่งสำคัญ 
ไต ถือเป็นรากฐานของชีวิต พฤติกรรมในการดำเนินชีวิต อาทิ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ /รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ปลอดสารพิษ /ไม่รับประทานของมัน ย่าง ทอด และของรสจัด/ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ /ทำจิตใจให้เบิกบาน/ และเสริมด้วย อาหารเสริมบำรุงไต ดีไทด์ Dtide
คุณเอกราช สุวรรณภูมิ นักร้องชื่อดัง แนะนำเลยให้ทาน ดีไทด์ Dtide ดีจริง ต่อ ไตเรา
มีหลายเคสผู้ใช้ที่ทานดีไทด์ DTIDE ทานแล้วดีขึ้นจริง 
คุณ กรรณ์เมจิก 0649595321ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ
       มาใหม่  สำหรับคนเป็นโรคตับทุกอาการ  ต้อง  กรีนแอล Green L
เรื่องตับ ต้องใส่ใจ ใครคิดว่าไม่สำคัญ
ปัจจุบันนี้ โรคตับที่คนไทยเป็นมากที่สุดคือ
1. ไวรัสตับอักเสบ​​
2.ไขมันพอกตับ
3. ตับแข็ง
4.มะเร็งตับ
Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed tempor incididunt ut labore et. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed tempor incididunt ut labore et.
ตับ เป็นอวัยวะสำคัญอวัยวะหนึ่งที่มีหน้าที่หลายอย่าง หน้าที่ของตับเปรียบเหมือนโรงงานขนาดใหญ่ที่คอยจัดการกับสารอาหารต่าง ๆ ที่เรากินไป ตับจะสลายและสร้างสารตัวใหม่ที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกายขึ้นมา และนำสารต่าง ๆ ที่ร่างกายใช้แล้วจะกลับมาเผาผลาญที่ตับเพื่อจับเป็นของเสียออกจากร่างกาย

นอกจากนี้ตับยังทำหน้าที่เพื่อดูแลสุขภาพของเราอีกหลายอย่าง เช่น
1.ช่วยขจัดสารพิษหรือเชื้อโรคออกจากเลือด
2ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันบางอย่างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
3.ช่วยสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัว
4.ช่วยสร้างน้ำดีซึ่งมีหน้าที่ช่วยการดูดซึมไขมันและวิตามินชนิดละลายในน้ำมันให้กับร่างกาย
5.เป็นแหล่งสะสมน้ำตาลให้ร่างกายเพื่อนำไปใช้เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำ
ซึ่งเมื่อเกิดโรคตับแข็งขึ้น การทำงานของตับจะลดลงจนก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นตามมา
คุณเสี่ยงโรคตับหรือไม่ ?
แต่ละกลุ่มโรคมีอาการแตกต่างกันไป ร้ายแรง ตามระยะที่เป็น ดังนี้
1. อาการไวรัสตับอักเสบ
คนไทย มากกว่า 3% ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย เพราะการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก แม่ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีทำให้ลูก ติดเชื้อระหว่างการคลอดเชื้อ มักจะแฝงตัวเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง
ในระยะยาว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในระยะยาว หากไม่ได้รับการติดตามรักษาที่เหมาะสม

ในปัจจุบันไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังรักษาได้ในบางระยะของโรคเพื่อลดความเสี่ยงภาวะ แทรกซ้อนในระยะยาว

เชื้อไวรัสตับอักเสบบี

ติดต่อกันได้ผ่านทางช่องทางสำคัญ 3 ทาง ได้แก่ 1.การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
2.การรับเลือดหรือ สารคัดหลั่งของร่างกายจากผู้เป็นพาหะ เช่นการใช้ของปะปนกัน เช่น แปรงสีฟัน เข็มฉีดยา มีดโกน
3.ถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตร
​กรณีนี้ มีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้ในระหว่างคลอด
ไวรัสตับอักเสบ ซี
การติดเชื้อเกิดจากการรับเลือดหรือการใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น การสัก หรือการใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาดโดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น ในไทย อาจมี1% ของประชากร
ไวรัสชนิดนี้มักไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใดๆ จากภาวะตับอักเสบฉับพลัน แต่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตับ เมื่อมีการอักเสบไปนานๆ ก็จะเกิดพังผืดสะสมในตับจนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด
​ ในปัจจุบันมีการรักษา สามารถทำให้หายขาดได้ในผู้ป่วยหลายๆราย
ไวรัสตับอักเสบ ดี
เป็นไวรัสที่แฝงมากับไวรัสตับอักเสบ บี พบได้มากในกลุ่มประเทศยุโรป เป็น ไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง หรือเป็นไวรัสพิการนั่นเอง ต้องอาศัยส่วนประกอบของไวรัสตับอักเสบบี ในการแบ่งตัว
ดังนั้นการติดเชื้อจะเกิดขึ้นพร้อมกับไวรัสตับอักเสบบีหรือเกิดในผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแฝงอยู่ ในร่างกาย โดยอาการจะทำให้เกิดตับอักเสบซ้ำซ้อนขึ้นมาในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี การรักษา รักษาร่วมกันไปกับไวรัสตับบี
ไวรัสตับอักเสบ อี
ไวรัสนี้เป็นไวรัสน้องใหม่ที่มีการตรวจพบมากขึ้นในระยะหลัง ในไทย
ไวรัสตับอักเสบอี พบได้ประปราย การเกิดโรคจะทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลืองตาเหลือง บางคนอาจเหลืองนานเป็นอาทิตย์ หรือ สองสามเดือนได้
โดยเชื้อนี้ พบได้ทั้งในสัตว์เช่น หมู กวาง และสัตว์อื่นๆ อีกหลายชนิด การเกิดโรคในคนนั้นผู้ป่วยหลายๆ รายมีประวัติสัมผัสหรือรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ ซึ่งเป็นเหตุของการติดเชื้อได้
2. ไขมันพอกตับ สถิติพุ่งพึงระวัง
ไขมันพอกตับ เกิดจาก ภาวะที่ไขมันเข้าไปแทรกที่เซลล์ของตับ
ซึ่งหากสะสมมากกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ จะถือว่าเป็นภาวะไขมันพอกตับ ทำให้ตับ เกิดการอักเสบ หรือเซลล์ตับตาย และเกิดพังผืดภายในตับ จนกลาย เป็นโรคตับแข็งในที่สุด
ไม่สามารถ รักษาด้วยยาหรือทางการแพทย์ ใด ๆ ได้ แต่สามารถควบคุม อาการและลดปริมาณไขมันในตับลงด้วยการดูแลสุขภาพ ตามคำแนะนำของแพทย์
โรคไขมันพอกตับแบ่งระยะการดำเนินโรค ได้ 4 ระยะ ตามระยะการดำเนินโรคไขมันพอกตับ
ได้แก่

ระยะที่ 1 ไขมันสะสม ไขมันเกาะตับ
เป็นระยะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเนื้อตับ แต่ยังไม่มีการอักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ

ระยะที่ 2 ตับอักเสบ
เซลล์ตับถูกทำลายไปมาก ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติอีกต่อไปทำให้ตับแข็งและกลายเป็นมะเร็งตับ ได้ในที่สุด
เป็นระยะที่ เริ่มที่มีอาการอักเสบของตับ ค่าตับสูง ในระยะนี้หากไม่ควบคุมดูแลให้ดีและปล่อยให้มีการให้อักเสบดำเนินไปเรื่อยๆ เกินกว่า 6 เดือน อาจกลายเป็นตับอักแสบเรื้อรัง

ระยะที่ 3 ตับอักเสบรุนแรง
การอักเสบรุนแรงทำให้เกิดผังผืดในตับ เซลล์ตับจะค่อยๆ ถูกทำลายลง

ระยะที่ 4 ตับแข็ง มะเร็งตับ
เซลล์ตับถูกทำลายไปมาก ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติอีกต่อไปทำให้ตับแข็งและกลายเป็นมะเร็งตับ ได้ในที่สุด


3. อาการตับแข็ง อันตรายมาก

ตับแข็ง
เป็นโรคที่เป็นผลมาจากเนื้อเยื่อตับ ถูกทำลายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจาก หลายสาเหตุ จนเกิดแผลเป็นและพังผืดขึ้น ทำให้ตับไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ และอาจหยุดการทำงานลงจนนำไปสู่ ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Liver Failure)
สาเหตุของ โรคตับ คือ เหล้า เบียร์ เลิกเถอะค่ะ
4. อาการตับอักเสบ
5. ไขมันพอกตับ
6. มะเร็งตับ ร้ายแรงที่สุดของโรคตับ
อาการมะเร็งตับ
มะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการดังนี้
ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณข้างขวาส่วนบน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือไหล่
ท้องบวมขึ้น
น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร
รู้สึกอ่อนเพลีย
มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
คลำพบก้อนที่บริเวณตับ
ตัวเหลืองและตาเหลือง

การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับมะเร็งตับ คือ การป้องกันและตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ เนื่องจาก 90% ของมะเร็งตับเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีจึงมีโอกาสเป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับสูง หากมีมะเร็งตับเกิดขึ้น มะเร็งตับจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าภายในเวลา 3-6​​ เดือน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีควรต้องเข้ารับการตรวจการทำงานของตับและตรวจคัดกรองมะเร็งตับโดยการเจาะเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ และตรวจอัลตราซาวนด์ตับทุก 3 เดือน
ระวังหาทางป้องกันด่วน​กินยาไม่ใช่ทางแก้  การทาน อาหารเสริม 
บำรุงตับก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก  กรรณ์ แนะนำกรีนแอล ดีท้อกซ์ตับค่ะ
อาหารเสริมดีท็อกซ์ตับ​ที่ดูแลได้ทุกกลุ่มอาการของตับ
ผลิตภัณฑ์ กรีนแอล ดีท็อกซ์ตับ ทานตามอาการ
1. ทานบำรุง หรือเริ่มต้นทาน วันละ 1-2 เม็ด
2. ทานเพื่อบำบัด ฟื้นฟู แนะนำ ทาน กรีนแอล +ดีมูนด์ เพื่อการทานที่เห็นผลมากขึ้น
อย่าปล่อยให้ตับป่วย โทร ด่วน คุยกับ กรรณ์ ที่ปรึกษาสุขภาพ
คุณจะได้รับคำแนะนำแบบมืออาชีพค่ะ
สนใจสินค้าดีไทด์  เพื่อรักษาโรคไต และสินค้ากรีนแอล เพื่อโรคตับ / สนใจสมัครตัวแทนจำหน่ายในระบบออนไลน์ ลงทะเบียนได้เลย
  โทร   สอบถาม